Saturday, 19 September 2020

นิวเคลียร์ร้ายกว่าบึ้มเบรุตหลายเท่า และโลกเรามีเป็นหมื่นลูก – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก

07 Aug 2020
29


นิวเคลียร์ร้ายกว่าบึ้มเบรุตหลายเท่า และโลกเรามีเป็นหมื่นลูก

วันที่ 07 ส.ค. 2563 เวลา 19:56 น.

สัปดาห์นี้โลกของเรารำลึก 75 ปีของการระเบิดของนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิมา และบังเอิญที่เกิดวินาศภัยในเบรุตพอดี สองเหตุการณ์นี้ไม่เกี่ยวกัน แต่ทำให้เราต้องตระหนักในสิ่งเดียวกัน นั่นคือการทำลายล้างจากน้ำมือมนุษย์

เหตุระเบิดที่เบรุตมีระดับความรุนแรง 1.1 – 2.75 กิโลตัน (จากปริมาณแอมโมเนียไนเตรทประมาณ 2,750 ตัน) สร้างแรงสั่นสะเทือนประมาณ 3.3 – 4.5 แมกนิจูด และมีพยานกล่าวว่าสร้างความเสียหายไกลถึง 10 กิโลเมตร ส่วนแรงสั่นสะเทือนรู้สึกได้ไกลถึงเกาะไซปรัสที่อยู่ห่างออกไป 240 กิโลเมตร

ภาพที่หลายคนเห็นคือระเบิดที่พลังทำลายล้างมหาศาลและเกิดกลุ่มควันรูปดอกเห็ดเหมือนกับระเบิดนิวเคลียร์ จึงไม่น่าแปลกใจที่นายกเทศมนตรีกรุงเบรุตจึงเอ่ยว่ามันเหมือนกับการทำลายล้างของนิวเคลียร์

วัตถุระเบิดแต่ละชนิดมีค่าเปรียบเทียบกำลัง (Relative effectiveness factor หรือ RE) เวลาเปรียบเทียบจะใช้ระเบิด TNT มาเทียบโดยให้ค่า 1.0 RE ในส่วนของแอมโมเนียไนเตรตมีค่ากำลังน้อยที่สุดคือ 0.42 RE

ขณะที่ระเบิดนิวเคลียร์มีค่ากำลังหลักพันจนถึงหลักล้าน เช่น ระเบิด Little Boy ที่ทำลายเมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 1945 มีพลังงานเท่ากับ 15 กิโลตัน มีค่าเปรียบเทียบกำลังประมาณ 4,000 RE หรือมากกว่าระเบิดที่เบรุต 10 – 20 เท่า

สิ่งที่แตกต่างกันคือระเบิดจากแอมโมเนียไนเตรตมีแค่แรงอัด (ซึ่งก็ยังน้อยที่สุดในบรรดาวัตถุระเบิดด้วยกัน) ส่วนนิวเคลียร์มีลูกไฟและไอร้อน และแม้ว่าจะรอดชีวิตจากแรงอัดและไอร้อนมาได้ก็ยังมีกัมมันตรังสีและฟอลเอาท์ที่จะฆ่าคนแบบผ่อนส่ง

ระเบิดที่เบรุตเป็นการระเบิดครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ครั้งก่อนหน้านี้เกิดขึ้นที่เทียนจินเมื่อปี 2015 พื้นที่เสียหายมีรัศมี 2 – 4 กิโลเมตร แต่มันไม่ได้เกิดใจกลางเมืองเหมือนกรณีเบรุต ครั้งสุดท้ายที่เหตุแบบนี้เกิดขึ้นในกลางเมืองคือ การระเบิดของวัตถุระเบิดที่เมืองฮาลิแฟกซ์ รัฐโนวาสโกเชีย ประเทศแคนานา เมื่อปี 1917 รัศมีการทำลาย 2.9 กิโลเมตร

ดังนั้นระเบิดที่เบรุตจึงเป็นเหมือนคำเตือนให้มนุษยชาติตระหนักถึงภัยจากการทำลายล้างของนิวเคลียร์ เราสามารถเทียบเคียงได้ว่าถ้าเกิดสงครามครั้งใหญ่และมีการโจมตีด้วยนิวเคลียร์ ผลที่จะเกิดขึ้นจะคล้ายๆ กับเบรุต เพียงแต่ผู้เสียชีวิตจะมากมายหลายเท่าตัว

เหตุการณ์ที่เบรุตยังเกิดขึ้น 2 วันก่อนวันครบ 75 ปีของการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมา ซึ่งถือเป็นเป็นเรื่องบังเอิญที่ลงตัว เพราะมันช่วยให้มนุษยชาติตระหนักถึงภัยจากการทำลายล้างได้มากขึ้นโดยใช้กรณีเบรุตเป็นเครื่องเตือนใจเรา

เพราะมนุษยชาติเหินห่างจากสงครามใหญ่มากนานเกือบศตวรรษแล้ว แต่มันเริ่มจะมีสัญญาณที่ไม่น่าไว้ใจมากขึ้นในระยะหลังจากการเผชิญหน้าของมหาอำนาจประเทศต่างๆ

ปัจจุบันมีเว็บไซต์ที่ให้บริการข้อมูลจำลองเหตุการณ์การถล่มด้วยอาวุธนิวเคลียร์ในชื่อ NUKEMAP ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ใช้บริการสามารถสร้างภาพจำลองความเสียหายจากการทิ้งระเบิดสมรรถนะต่างๆ ที่ผลิตโดยชาติที่มีอาวุธดังกล่าวในครอบครอง และกำหนดจุดศูนย์กลางการทำลายล้างหรือ Ground zero ผ่านทาง Google Map

เพื่อให้เห็นภาพได้ง่ายว่าความเสียหายในเบรุตว่าควรจะมีมากแค่ไหนหากระเบิดที่เกิดขึ้นเป็นนิวเคลียร์ขนาดเล็กที่สุดและหากเป็นระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิมา ดังนั้น ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์เอ็กซ์คลูซีฟจึงต้องพึ่งแบบจำลองออนไลน์ที่น่าจะให้ผลใกล้เคียงที่สุดกับการระเบิดที่เบรุต และทำการจำลองเหตุการณ์ในเมืองต่างๆ รวมถึงกรุงเทพฯ ในกรณีที่เกิดการระเบิดในลักษณะเดียวกัน

1. หากการระเบิดที่เบรุตเป็นระเบิดนิวเคลียร์ขนาด 1.1 กิโลตัน

1. หากการระเบิดที่เบรุตเป็นระเบิดนิวเคลียร์ขนาด 1.1 กิโลตัน (ปริมาณเท่ากับแอมโมเนียไนเครตที่คลังท่าเรือ) จะเกิดลูกไฟขนาด 80 เมตร (วงสีเหลือง) ทุกสิ่งทุกอย่างในรัศมีนี้จะถูกเผาจนเป็นไอไปจนหมดสิ้น ไอความร้อนมีรัศมี 520 เมตร (วงสีส้ม) ผู้ที่อยู่ในเขตนี้จะมีแผลไหม้ระดับสาม แต่จะไม่รู้สึกอะไรเพราะไหม้เส้นประสาทไปหมด และอาจสูญเสียอวัยวะไป รัศการทำลายในระยะ 1.21 กิโลเมตรกระจกจะแตกและผู้คนได้รับบาดเจ็บ

2. หากเกิดระเบิดที่กรุงเทพฯ โดยเป็นระเบิดนิวเคลียร์เท่ากับ Little Boy

2. หากเกิดระเบิดที่กรุงเทพฯ โดยเป็นระเบิดนิวเคลียร์เท่ากับ Little Boy ที่ถล่มเมืองฮิโรชิมา (ขนาด 15 กิโลตัน) โดยหย่อนลงที่สาธรและสีลม จะเกิดลูกไฟขนาด 180 เมตร (วงสีเหลือง) ทุกสิ่งทุกอย่างในรัศมีนี้จะถูกเผาจนเป็นไอไปจนหมดสิ้น พื้นที่กัมมันตรังสี 1.2 กิโลเมตร (วงสีเขียว) ผู้ที่อยู่ในวงนี้แม้จะรอดแต่จะค่อยๆ ตายเพราะกัมมันตรังสี ไอความร้อนมีรัศมี 1.91 เมตร (วงสีส้ม) ผู้ที่อยู่ในเขตนี้จะมีแผลไหม้ระดับสาม รัศมีการทำลายในระยะ 4.52 กิโลเมตร ทำให้เกิดกระจกแตก และเนื่องจากการระเบิดจะเกิดแสงขึ้นมาก่อน ทำให้ผู้คนที่สงสัยเดินเข้ามาใกล้หน้าต่างจนได้รับบาดเจ็บจากเศษกระจกที่จะแตกเป็นเสี่ยงจากแรงอัดที่ตามมาทีหลัง (เหมือนกับคลิปการระเบิดที่เบรุต)

3. หากนิวยอร์กถูกถล่มโดย Tsar Bomba

3. หากศูนย์กลางการระเบิดที่นิวยอร์กถูกระเบิดนิวเคลียร์ที่มีสมรรถนะต่ำที่สุดของสหรัฐ คือ M-29 Davy Crockett ความรุนแรง 20 ตัน จะกินพื้นที่ความเสียหายเพียง 9-10 บล็อกหรือช่วงถนน แต่หากทดสอบแบบจำลองโดยใช้ระเบิดนิวเคลียร์ที่มีอานุภาพรุนแรงที่สุดในโลก คือ Tsar Bomba พื้นที่ความเสียหายจะครอบคลุมไปถึงรัฐนิวเจอร์ซีย์ คอนเนตทิคัต และเพนซิลเวเนีย ส่วนนครนิวยอร์กจะถูกทำลายไม่เหลือซาก ในรัศมี 6.1 กิโลเมตรจะถูเผาทำลายเป็นไอ ประชาชนในรัศมี 73.7 กม. จะถูกไฟคลอกระดับ 3

ปัจจุบันโลกของเรามีหัวรบนิวเคลียร์ที่ใช้งานอยู่ประมาณ 3,750 หัวจากหัวรบนิวเคลียร์ทั้งหมด 13,890 หัวในโลก เทียบกับช่วงที่มีมากที่สุดคือปี 1986 มีถึง 70,300 หัว

แต่อาวุธที่ปลดประจำการจำนวนมากถูกเก็บไว้อย่างง่ายๆ หรือถูกรื้อถอนเพียงบางส่วน ไม่ได้ถูกทำลายไป ดังนั้นในแง่หนึ่งมันจึงเป็นการเก็บอาวุธนิวเคลียร์แบบขอไปที

เหมือนกับรอเวลาให้โลกของเรามีวิกฤตความขัดแย้งอีกครั้งแล้วนำมันมาออกมาเพื่อข่มขู่กันอีกครา