Sunday, 9 August 2020

อย่าให้เงินและอำนาจทำลาย “พระธรรมวินัย” – โพสต์ทูเดย์ ธรรมะ


อย่าให้เงินและอำนาจทำลาย “พระธรรมวินัย”

วันที่ 28 มิ.ย. 2563 เวลา 17:10 น.

โดย อุทัย มณี     

*******************

ช่วงนี้ใกล้สู่เทศกาลเข้าพรรษาและมีวันหยุดยาวหลายวัน ชาวพุทธเราหลายคนอาจมีความตั้งใจว่า ในห้วงเวลาเข้าพรรษาตลอด 3 เดือนนี้ อาจงดเหล้า งดเที่ยว งดกินเนื้อสัตว์ ก็ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของแต่ละคน และขออนุโมทนากับผู้มีความตั้งใจดี ส่วนผู้ที่ไม่ได้งดสิ่งต่าง ๆ ก็ไม่ได้หมายความว่า ความเป็นพุทธ ในความมนุษย์จะห่างหายไปและเป็นคนไม่ดี

ช่วงหลายปีมานี้ พระพุทธศาสนาบ้านเรา คณะสงฆ์บ่นกันมากว่า ชาวพุทธเข้าวัดน้อยลง ชาวพุทธเริ่มห่างเหินจากวัด จะเข้าวัดก็เฉพาะมีพิธีกรรมสำคัญ ๆ วันสำคัญ ๆ เท่านั้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ระบบการศึกษาเปลี่ยนไป ระบบความเชื่อเรื่องกรรม ระบบความเชื่อเรื่องจารีพประเพณีในบ้านเรา เปลี่ยนแปลงไปมาก

สังคมไทยส่วนใหญ่ไปให้ความสำคัญกับ “อำนาจและเงิน” และไปให้ความสำคัญกับ “คนมีอำนาจและคนมีเงิน” สุดท้าย อำนาจและเงินนั่นแล ทำลายสังคมและความเป็นตัวตนของคนไทย อยู่ร่ำไป

เสียดายว่า ระบบการศึกษาไทยก็ดี คณาจารย์ผู้เป็นหลักของชุมชน หลักของสังคมประเทศชาติก็ดี ล้วนถูก พายุทุนนิยม พายุแห่งอำนาจนิยม พัดพาไปสู่วงเวียนแห่งความ “ชั่วร้าย” นี้ บางคนก็ยืนหยัดต่อสู้ บางคนอดทนต่อสู้ได้..อันนี้น่ายกย่องและเชิดชู แต่ปัจจุบันหายากเต็มทน

เมื่อนึกถึงเรื่องนี้คิดถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์ราชกาลที่ 9 อย่างจับใจ

เมื่อมองเข้าไปในสังคมพระสงฆ์..ปีศาจร้ายสองตัวนี้ก็ เข้ามากวนจิตใจ เข้ามาทำลายระบบ “พระธรรมวินัย ระบบจารีตประเพณีของคณะสงฆ์ไม่ต่างกัน”  พระสงฆ์ที่ปลีกวิเวก พระสงฆ์ที่ไม่สนใจเรื่องเหล่านี้..น้อยเต็มทน

ปีศาลสองตัวนี้ ผมเชื่อว่า มีพระสงฆ์จำนวนมากปฎิเสธ..แต่ก็มีจำนวนไม่น้อย ลูกศิษย์และทางการนั่นแหละตัวดีคอยไปประเคนให้กับท่าน แล้วพระคุณเจ้าก็ติดกับกิเลสเหล่านี้..

ผู้เขียนมีโอกาสพูดคุยกับพระภิกษุต่างชาติหลายชาติ หลายรูปด้วยกัน ทุกรูปทุกคนระบุตรงกันว่า คณะสงฆ์ไทยติดกับดักอยู่ในอำนาจนิยม ติดกับดักอยู่กับกลไกลของรัฐ และสุดท้ายกลายเป็นเจ้าหน้าที่รัฐไปในที่สุด

หมายความว่า..รัฐบาลจะทำอะไร รัฐบาลอยากให้ทำอะไร คณะสงฆ์ไม่มีอำนาจต่อรองอะไรเลย กลายเป็นหน่วยงานหนึ่งของรัฐ กลายเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจรัฐไป

ไม่ต้องมองอื่นไกล ยังเรื่องพระขับรถในต่างจังหวัดในถิ่นกันดาร ผู้เขียนเชื่อสนิทใจว่า ไม่ใช่ความต้องการของมหาเถรสมาคมที่จะให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ออกมติในนามมหาเถรสมาคมและทำหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กวดขันเรื่องนี้ นอกจาก..มีใบสั่ง

เพราะเรื่องนี้มหาเถรสมาคมเองรับรู้มานานแล้วว่า เด็กวัดขาดแคลน คนขับรถหายาก ยิ่งต้องจ่ายเงินเดือนแพง ๆ อย่างต่ำเดือนละเป็นหมื่นขึ้น พระต่างจังหวัดบางวัดอย่าว่า แต่มีเงินเลย ยุคนี้บิณฑบาตก็แทบไม่ได้ข้าวแล้ว เจ้าคณะตำบลบางรูป เป็นทั้งลูกวัดเป็นทั้งเจ้าอาวาส รถจอดไว้นิ่งปล่อยให้ฝุ่นเกาะ ยิ่งฆราวาสที่จะมาขับรถให้เงินเดือนที่พระจ่ายก็ไม่คุ้มค่าครองชีพ..

แต่..สมมติเป็นความต้องการของมหาเถรสมาคมจริง ๆ ผู้เขียนคิดว่า “อย่าไปมีเลยมหาเถรสมาคม” เพราะไม่เคยทำการบ้าน ไม่เคยรับรู้ความทุกข์ยากของพระภิกษุ -สามเณร

ยิ่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตามข่าวระบุว่า หากพระขับรถชนคนตาย “ต้องปาราชิก” อันนี้ปากพาไป อาบัติปาราชิกท่านให้ดูเจตนาเป็นหลัก มีเรื่องเล่าในสมัยพระพุทธกาล มีพระภิกษุรูปหนึงทำไม้ตกไปทำให้คนตาย..ด้วยความที่ท่านไม่ได้ตั้งใจ จึงไม่ต้องอาบัติปาราชิก

หากต้องอาบัติปาราชิก เช่น รู้ว่าเป็นคน รู้ว่าคนนั่นมีชีวิต มีเจตนาฆ่า เช่น ชนให้ตาย หรือทับให้ตาย อันนี้ต้องอาบัติปาราชิกแน่ ๆ

เสียดาย..หลายปีมานี้มาตรการต่าง ๆ ที่ออกมาจากมหาเถรสมาคม เหมือนต้องการให้คณะสงฆ์เป็นทหารเลยคือ ระเบียบต้องเป๊ะ วินัยต้องเคร่งครัด อย่าสนองอำนาจรัฐมากจนผู้ใต้ปกครองอยู่ยาก แค่พระธรรมวินัย 227 ข้อก็ปฎิบัติยากอยู่แล้ว ..และอย่าลืมตอนนี้วัดร้างเพิ่มขึ้นทุกปี..ศาสนทายาทลดน้อยถอยลงต่อเนื่อง หาทางออกเรื่องนี้ดีกว่า..

ขอบคุณภาพ..สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ